Nick Kralevich หัวหน้าทีมความปลอดภัย Android ไปพูดที่งาน Black Hat และเล่าประวัติความเป็นมาของระบบความปลอดภัยใน Android
เขาบอกว่าการที่มีอุปกรณ์รัน Android มากถึง 2 พันล้านเครื่อง เป็นทั้งเรื่องที่น่าดีใจและน่าหวาดหวั่นไปพร้อมกัน แนวทางของกูเกิลในอดีตคือการลดผลกระทบจากช่องโหว่ (exploit mitigation) เช่น การสุ่มตำแหน่งหน่วยความจำ address space layout randomization (ASLR) เพื่อให้แฮ็กเกอร์ไม่สามารถหาตำแหน่งที่ตายตัวในหน่วยความจำได้ เจาะเข้ามาก็อาจเจอแต่ข้อมูลอะไรก็ไม่รู้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2012 มีรายงานของ Stephen Smalley นักวิจัยจาก NSA ออกมาวิจารณ์แนวทางของกูเกิลอย่างถึงพริกถึงขิง ส่งผลให้ทีมงาน Android เปลี่ยนแนวคิดด้านความปลอดภัยอย่างสิ้นเชิง หันมาสนใจเรื่องการลดโอกาสโดนโจมตี (surface attack) แทน
แนวคิดนี้ทำให้ช่วงหลัง Android เพิ่มมาตรการหลายอย่างเข้ามาอย่างที่เราทราบกัน เช่น
- โพรเซสทุกตัวจะรันอยู่ใน sandbox ที่มีสิทธิจำกัด
- การแยก Android MediaServer ออกเป็นส่วนๆ ใน Android Nougat
- Project Treble ของ Android O ก็คือการแยกส่วนของโค้ด Android ออกจากโค้ดของผู้ผลิตฮาร์ดแวร์
- Android Marshmallow มีตัวกรอง IOCLT (input/output control) คำสั่งที่ส่งไปยังไดรเวอร์ของฮาร์ดแวร์ เพื่อลดจำนวนของ IOCLT ที่จำเป็นต้องใช้งานลงมา ลดโอกาสที่จะถูกแฮ็กเกอร์ฉวยมาเรียกใช้งาน
Kralevich ยังพูดถึงกรณีบั๊ก StageFright ว่ามีผลกระทบทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ในแง่ลบคือเป็นช่องโหว่ที่ถูกเจาะได้ แต่ในแง่บวกคือเป็นตัวเร่งให้เกิด Android Security Bulletin หรือการออกแพตช์ประจำเดือนของ Nexus/Pixel และช่วยให้แวดวง Android ขยันออกแพตช์กันบ่อยขึ้น
ที่มา - Threatpost
การแยกส่วนของ Project Treble ใน Android O

from Blognone https://www.blognone.com/node/94591
via IFTTT

