การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2558 มีมติเห็นชอบข้อเสนอของกระทรวงการคลัง เรื่องมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนกิจการเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) สำหรับการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีหลักเป็นฐานในการประกอบธุรกิจ โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้
- กรณีขององค์กร Venture Capital จะยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับเงินปันผล/รายได้จากการโอนหุ้นที่รับจากบริษัทเป้าหมาย นาน 10 รอบบัญชี (10 ปี)
- กรณีของผู้ร่วมลงทุนกับ Venture Capital ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา/ภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับเงินปันผล/รายได้จากการโอนหุ้นที่จ่ายโดยบริษัท VC

เงื่อนไขของการยกเว้นภาษี
บริษัทเป้าหมาย
บริษัทเป้าหมายที่จะไปลงทุน ต้องเป็น "บริษัทที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยซึ่งประกอบกิจการที่ใช้เทคโนโลยีหลักเป็นฐานในการทำธุรกิจไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน และไม่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย"
บริษัทที่เข้าข่าย "กิจการที่ใช้เทคโนโลยีหลักเป็นฐานในการทำธุรกิจ" จะต้องใช้เทคโนโลยีกลุ่มที่ สวทช. กำหนด, อยู่ในอุตสาหกรรม 10 กลุ่มตามรายชื่อ, และต้องขอการรับรองจาก สวทช. ด้วย
- อุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร
- อุตสาหกรรมเพื่อประหยัดพลังงานผลิตพลังงานทดแทน และพลังงานสะอาด
- อุตสาหกรรมฐานเทคโนโลยีชีวภาพ
- อุตสาหกรรมการแพทย์และสาธารณสุข
- อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมบริการ และอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์
- อุตสาหกรรมวัสดุก้าวหน้า
- อุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องประดับ
- อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน
- อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ และบริการสารสนเทศ
- อุตสาหกรรมฐานการวิจัย พัฒนาและนวัตกรรมหรืออุตสาหกรรมใหม่
กิจการร่วมลงทุน
- ต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วขั้นต่ำ 20 ล้านบาท และกรณีทรัตส์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน ต้องมีมูลค่าเงินทุนชำระแล้วไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท
- จดแจ้งการเป็นกิจการเงินร่วมลงทุนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559 หรือ
- เป็นทรัสต์ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน ตามประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559
รายละเอียดของการงดเว้นภาษีมีเงื่อนไขย่อยๆ อีกเยอะ โปรดอ่านข้อความต้นฉบับเพื่อความชัวร์ครับ
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดเบื้องหลังมาตรการนี้ว่า
“ตั้งแต่อดีตพูดกันเรื่องเวนเจอร์แคปปิตอลมานานมากแต่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้ยาก เพราะดีมานด์ในขณะนั้นยังไม่เกิด แต่ขณะนี้สิ่งแวดล้อมต่างกัน มีสตาร์ตอัพใหม่ๆเกิดขึ้นจำนวนมาก จึงหารือกับ รมว.คลัง ต้องพยายามทำให้เกิดขึ้นมา ปัญหาเรื่องภาษีเป็นตัวกีดกันอยู่ จึงต้องปลดล็อกตรงนี้ก่อน และจะดูว่าได้ผลหรือไม่ได้ผลแค่ไหนมีอะไรที่ต้องช่วยเหลือกันอีกบ้าง ในอนาคตอยากดึงให้บริษัทใหญ่ๆเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นคอปอเรตเวนเจอร์ เข้ามาถือหุ้นในเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพใหม่ๆ ซึ่งในต่างประเทศมีคอปอเรตเวนเจอร์มาก เช่น ที่สิงคโปร์ เรื่องเหล่านี้เป็นแนวโน้มของโลก”
ที่มา - Thaigov.go.th, Thairath
from Blognone https://www.blognone.com/node/73651
via IFTTT

