จากบทความ สตาร์ตอัพไทยจะเติบโตจนเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อย่างไร? มุมมองจากนักลงทุน-ผู้ประกอบการ ที่สรุปประเด็นจากงานสัมมนาของ AIS ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ MAI เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2558 ทำให้เราทราบว่าตลาดหลักทรัพย์ MAI ก็มีนโยบายสนับสนุนสตาร์ตอัพและผู้ประกอบการรายย่อยเช่นกัน
หลังจากนั้นผมมีโอกาสสัมภาษณ์ คุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI เพื่อเจาะลึกข้อมูลในเรื่องนี้ จึงนำมาเผยแพร่ต่อเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจระดมทุนในตลาดทุนครับ
คุณประพันธ์ เจริญประวัติ (ที่สองจากซ้าย)
แนะนำตลาดหลักทรัพย์ MAI
ตลาดหลักทรัพย์ MAI (อ่านว่า เอ็ม เอ ไอ) ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2542 หรือเมื่อ 16 ปีก่อน เพื่อเป็นตลาดรองสำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องการเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ แต่เงื่อนไขยังไม่พอที่จะเข้าไปขายหุ้นในตลาด SET ซึ่งเป็นตลาดหลักของประเทศไทย (ประวัติของ MAI)
ปัจจุบัน MAI มีบริษัทเข้ามาซื้อขายหุ้นทั้งหมด 116 บริษัท (ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นทุกปี) มีมูลค่าตลาด (market cap) ที่ 3 แสนล้านบาท ถือเป็นตลาดหลักทรัพย์ระดับรองที่โดดเด่นมากในเอเชีย เทียบกับตลาดรองของสิงคโปร์และมาเลเซียแล้ว MAI ใหญ่กว่าทั้งในแง่จำนวนบริษัทและมูลค่าตลาด
ช่วงหลังๆ มีบริษัทไทยสนใจเข้ามาขายหุ้น IPO ใน MAI มากขึ้นทุกปี โดยปี 2557 มีมากถึง 20 ราย และในปีนี้ก็มี IPO ไปแล้ว 6 ราย
ภารกิจหลักของ MAI คือช่วยสนับสนุนให้บริษัทเข้ามาจดทะเบียนในตลาด โดยตอนนี้มีบริษัทที่สนใจเข้าจดทะเบียนกว่า 100 บริษัท บริษัทเหล่านี้มีที่ปรึกษาทางการเงินและผู้ตรวจสอบบัญชีแล้ว โดย MAI ก็จะช่วยให้คำแนะนำกับบริษัทเหล่านี้ในการเข้ามาขายหุ้นในอนาคตอันใกล้นี้
ส่วนภารกิจรองของ MAI คือการสนับสนุน ecosystem สำหรับธุรกิจขนาดย่อมในเมืองไทย ซึ่งคำว่าธุรกิจขนาดย่อมในที่นี้ อาจครอบคลุมกิจการ 3 แบบ
- SME หรือธุรกิจขนาดย่อมในความหมายทั่วๆ ไป
- Startup ธุรกิจหน้าใหม่ที่เน้นเทคโนโลยี
- Social Enterprise หรือ SE เป็นกิจการเชิงธุรกิจที่มีมิติเชิงสังคมด้วย
สิ่งที่ MAI เตรียมช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ Startup
ตรงนี้จะเหมือนที่คุณประพันธ์อธิบายในบทความก่อน นั่นคือ MAI มีแผนงาน 4 ด้าน ได้แก่
- สร้างเว็บพอร์ทัล เชื่อมโยงฝั่งผู้ต้องการระดมทุน (demand เงินทุน) กับเจ้าของเงินทุน (supply) เพื่อให้ ecosystem ของการระดมทุนเกิดขึ้นให้ได้ ตรงนี้อยู่ระหว่างการดำเนินงาน
- ให้ความรู้ เพราะผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่เข้าใจกลไกการทำงานของตลาดทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็มีสถานที่สำหรับจัดอบรมได้ (ตรงคลองเตย ติดกับศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์) เนื้อหามีทั้งการอบรมความรู้สำหรับ SME เช่น บัญชี ภาษี ไปจนถึงความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดทุน การจดสิทธิบัตร
- จับคู่ธุรกิจ จุดเด่นของการเป็นตลาดหลักทรัพย์คืออยู่ตรงกลาง รู้จักบริษัทเยอะ ทำหน้าที่จับคู่ (matching) ทางธุรกิจได้ สามารถเชิญบริษัทใหญ่ๆ ใน SET และ MAI ให้มาเจอกับสตาร์ตอัพได้ ทุกวันนี้มีงาน InnoBiz Matching Day จับคู่ธุรกิจเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว
- สร้างเครือข่าย หาโอกาสสร้างเครือข่ายของธุรกิจทุกประเภท เพื่อให้รู้จักคุ้นเคยกัน พอรู้จักกันแล้ว เดี๋ยวดีลธุรกิจจะตามมาเอง
วิเคราะห์จุดอ่อนของสตาร์ตอัพไทย
คุณประพันธ์ให้ความเห็นในฐานะผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ประกอบการขนาดย่อม ประเมินว่ามีจุดอ่อนเหมือนๆ กัน 3 ประการ ดังนี้
- มีไอเดีย แต่ไม่รู้เรื่องการตลาดและธุรกิจ หรืออาจรู้แต่ไม่มีคอนเนคชั่นเข้าถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมาย ซึ่งตรงนี้ทาง MAI สามารถช่วยเชื่อมต่อธุรกิจให้ได้
- ยังขาดประสบการณ์ด้านการบริหารงาน การจัดการที่มีประสิทธิภาพ ตรงนี้ต้องใช้วิธีหาพี่เลี้ยงหรือโค้ชเข้ามาช่วยสนับสนุน
- ขาดเงินทุน ปัญหาธุรกิจขนาดเล็กเข้าไม่ถึงเงินทุนเป็นปัญหาเรื้อรังของเมืองไทยมานาน แถมระบบ Venture Capital (VC) ของไทยยังอ่อนแอ กฎหมายยังไม่พร้อมสำหรับจดทะเบียนิติบุคคลแบบธุรกิจร่วมลงทุน และขาดสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับผู้ลงทุน
ปัญหาเรื่องกฎหมายและกฎระเบียบที่ไม่เหมาะกับการลงทุนในสตาร์ตอัพ ส่งผลให้บริษัทไทยต้องไปจดทะเบียนในต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ตรงนี้ภาครัฐต้องช่วยกันแก้ไข ส่วนวงการ VC ในไทยก็ยังไม่ค่อยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ในอดีตเคยมีสมาคม VC ของไทยแต่พอกระแสตกก็เลยเงียบไป
สตาร์ตอัพไทยกับความฝันเข้าตลาดหลักทรัพย์
คุณประพันธ์มองในมุมของผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ว่า ที่ผ่านมาบริษัทเทคโนโลยีไทยที่ขายหุ้น IPO มักเป็นบริษัทแบบ system integrator ไม่ได้มีเทคโนโลยีของตัวเองทั้งหมด ซึ่งก็หวังว่ากระแสสตาร์ตอัพรอบนี้จะเปลี่ยนแปลงตรงนี้ได้ อยากเห็นบริษัทรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเยอะ แต่สามารถเติบโตได้ด้วย business model ที่ดีกว่าคู่แข่ง
อย่างไรก็ตาม ในมุมของตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ได้คาดหวังว่าสตาร์ตอัพทุกรายจะต้อง exit ด้วยการขายหุ้นในตลาดเสมอไป เพราะในภาพรวมแล้ว ผู้ก่อตั้งสตาร์ตอัพมักมีบุคลิกเป็น innovator หรือนักประดิษฐ์ นักสร้างนวัตกรรม ชอบคิดค้นอะไรใหม่ๆ แต่ไม่ใช่ผู้ประกอบการ (entrepreneur) พอบริษัทโตถึงระดับหนึ่งแล้วจะไม่ค่อยอยากบริหารคน แนวโน้มการ exit จึงเป็นการขายบริษัทมากกว่าการเข้าตลาด โอกาสเห็นบริษัทพวกนี้ขายหุ้น IPO ย่อมน้อยลงไปด้วย
ในกรณีที่ฝันอยากเข้าตลาดหลักทรัพย์ คุณประพันธ์แนะนำว่าต้องเตรียมระบบบริหารจัดการงานภายในให้ดี ระบบการเงินบัญชีดี พื้นฐานต้องเข้มแข็งก่อน พอพื้นฐานดีอยู่แล้ว จะ exit ด้วยการขายบริษัทหรือ IPO ก็มักจบลงด้วยดีทั้งหมด
สุดท้าย คุณประพันธ์เตือนว่าการทุ่มสุดตัวเพื่อกิจการเป็นเรื่องดี แต่ขออย่าให้ฐานะการเงินส่วนตัวย่ำแย่จนเป็นหนี้ เพราะถ้าบริษัทล้ม เรายังสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ในอนาคต มีประสบการณ์มากขึ้น โอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น แต่ถ้าเป็นหนี้ ชีวิตหลังจากนั้นอีกหลายปีให้หลังจะต้องทนทุกข์กับการเป็นหนี้ ไม่สามารถไปต่อได้เลย เสียดายศักยภาพของผู้ประกอบการเหล่านี้ที่สามารถไปได้ไกล แต่ต้องเสียเวลามาแก้ไขหนี้สินของตัวเอง หมดเวลาของชีวิตไปมาก
from Blognone https://www.blognone.com/node/72157
via IFTTT



