วันนี้เส้นที่ขีดแบ่งระหว่างการตลาด Offline และ Online มันแทบไม่มีแล้ว
ถ้าเรายังบอกว่า เราไม่ถนัดออนไลน์ เราไม่รู้เรื่องการตลาดออนไลน์
นั้นเท่ากับว่าเรากำลังเสียเปรียบคู่แข่งไปมากกว่า 50% แล้ว
ถ้าเรายังสะบัดบ๊อบ! แล้วบอกว่าฉันไม่สน
การตลาดอะไร ออนลง ออนไลน์
ฉันไม่ต้องรู้ ฉันไม่ต้องสนใจ
ระวังสูญพันธุ์นะครับ นักการตลาดทั้งหลาย
ตามไปดู 7 สิ่งที่จะเปลี่ยนคุณ! จากนักการตลาด Offline เป็น Online
1.ครบเครื่อง
การทำโฆษณาซักชิ้นของยุค Offline สิ่งแรกที่คนส่วนมากทำ คือ
เรียก Agency เข้ามาคิดงานตามโจทย์ที่นักการตลาดวางไว้ให้
พอเสร็จก็จ้างทำ Production
แล้วก็ซื้อสื่อ บางทีก็ซื้อตรง บางครั้งก็ให้ Agency ทำให้
แต่การตลาดออนไลน์ สิ่งที่คุณต้องทำ คือ การทำเอง ครับ
ฟังไม่ผิดแน่นอน เพราะอะไร สื่อออนไลน์
มัน Need ความสม่ำเสมอ ต้องทำบ่อยๆ
คุณจ้าง Agency ไหวหรือเปล่า ให้เขามาคิดทำให้เราทุกวัน
ถึงจ้างแต่ Content ออกมาแบบไม่อินเท่าไหร่?
มีที่จ้างทำแล้วดี มีไม่กี่เจ้าในประเทศ
นักการตลาด Offline ที่เปลี่ยนมาเป็น Online
จึงต้องเพิ่ม “ความครบเครื่อง” เข้าไป
เรียนรู้ที่จะผลิต Content เอง ให้เป็น เขียน วาด ถ่ายรูป ถ่ายคลิป ซื้อสื่อเอง
ไม่ต้องเก่งหมด แต่รู้ไว้บ้าง ทำได้บ้างก็เพียงพอแล้วครับ
2. รูปแบบการซื้อสื่อไม่เหมือนกันนะ
การตลาดเดิมถ้าซื้อสื่อแล้วซื้อเลย
ลองไปเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาดิ เขาตีหัวแตกแน่
แต่การตลาดออนไลน์ส่วนมาก
การซื้อโฆษณามมันปรับได้ตลอดเวลา
เช้า สาย กลางวัน เย็น เปลี่ยนทั้งรูปแบบโฆษณา
ข้อความภาพ เสียง คลิป ได้แทบตลอดเวลา
ไม่พอใจวันไหนก็ปิด ได้ผลก็เปิดต่อ
อันไหนที่เคยได้ผลวันนี้
วันรุ่งขึ้นอาจไม่ได้ผลแล้วก็ได้ ก็มีเยอะ
ดังนั้นการลงแช่กันเป็นเดือน เป็นปี
แล้วปล่อยไปเรื่อยๆ เหมือน Offline ไม่ได้
แบบว่าฉันซื้อสื่อแล้ว ไม่ต้องดู เสียเงินก็เสียไป
ต้องเปลี่ยนความคิดนะครับ
การซื้อสื่อออนไลน์ ต้องดูแลกันอย่างใกล้ชิดเลยทีเดียว
3.เครื่องมือเพียบ
อีกสิ่งหนึ่งที่คนที่ก้าวเข้ามาจาก Offline ปวดหัวกันมาก
ไม่รู้อะไรเป็นอะไรเต็มไปหมด
Facebook,IG,linkedin,viral marketing,
SEM,SEO,Line,@Line, Line official และ อื่นๆอีกมากมาย
สูดหายใจเข้าลึกๆ นะครับ อย่าไปสนเครื่องมือ ลืมมันไปก่อนเลย
จำไว้เราไม่ต้องใช้ทุกเครื่องมือนะครับ
ไม่จำเป็น ไม่ต้องเกาะรถไฟ (ตามเทรนด์) มากนัก
ไอ้พวกวิ่งตามรถไฟ นี่เสียเงินมาเยอะ
เจ็บจริง แล้วไม่ได้อะไรก็เยอะด้วย
เอาแนวคิดเหมือนการตลาด Offline มาใช้
ลูกค้าเราชอบดูอะไรก็ตามไปตรงนั้น
ระดับชาวบ้านทั่วไป ลงหนังสือพิมพ์ต้อง ไทยรัฐ เดลินิวส์
ระดับนักธุรกิจ ลงหนังสือพิมพ์ต้อง กรุงเทพธุรกิจ ผู้จัดการ
ลูกค้าเราใช้เครื่องมือไหนบ่อยๆ เยอะ ก็แค่ตามเขาไป
เอาสินค้าเราไปให้เขาเห็น ไปให้เขาซื้อ ก็แค่นั้น
อย่าไปยึดติดเครื่องมือจนเกินไป
4.อย่าวิ่งตามสูตรสำเร็จ เพราะมันกำลังจะเอาต์
ต้องสร้าง Facebook ซิ,ให้ดารามาถือสินค้าซิได้ผล,ทำ Sticker ซิได้ผล
เมื่อมันกลายเป็นสูตรสำเร็จเมื่อไหร่ มันจะกลายเป็นของมหาชน
สิ่งที่คุณต้องแลกมา คือ คู่แข่งมหาศาล
เหมือนตอนนี้ คนแห่ไปทำ Facebook กันไงครับ
ตอนแรกๆ ก็ดีๆ พอตอนนี้กลายเป็นสูตรสำเร็จ เท่านั้นแหละครับ
โดนค่าโฆษณาแพงขึ้น ได้ผลน้อยลง นั่นแหละเป็นเรื่องธรรมดา
ทำ Sticker ซิ รับรู้แบรนด์ได้กว้างแล้วเร็ว
ใช่ครับบริษัทแรกๆ ที่ทำสำเร็จจริง
แต่หลังจากนั้น คนก็แห่ทำตามกันไป
กลายเป็นได้ผลน้อยลง น้อยลง เรื่อยๆ ทั้งที่จ่ายเท่าเดิมเป็นไงล่ะ
ดังนั้น อะไรที่เขากล่าวไว้ว่าเราต้องทำ ไม่ทำเดี๋ยวตกรถไฟ
นักการตลาดที่จะเปลี่ยนมา Online ก็เช็คดีๆ ก่อนนะครับ
ว่ามันยังได้ผลอยู่หรือเปล่า เพราะสื่อออนไลน์มันเปลี่ยนเร็วเวอร์
5.ท่องไว้ ท่องไว้ สื่ออนนไลน์มันเถึยงคุณได้รั่วๆ
สื่อเดิมของการตลาด Offline มันเป็น One Way เกือบหมด
ทีวิ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือ นิตยสาร
พอเป็น Two Way บ้างก็เป็น Two Way แบบปิด
โทรเข้ารายการ ทีวี วิทยุ ก็มีการสกรีนแล้วสกรีน อีก
รายการสด มีหรือไม่เตี๊ยมกันไว้ก่อน มีบ้าง น้อยบ้าง ก็ว่ากันไป
แต่สื่อออนไลน์มัน Two way แบบเปิดเผยนะครับ
คุณปิด Website,Facebook ไม่ให้แสดงความคิดเห็นได้
แต่คุณปิด Facebook ส่วนตัว Youlike,Pantip ไม่ได้
ยิ่งหลุดไปทางนั้น ยิ่งหนักกว่าอีก กว่าเราจะเจอก็โดนด่าไปเรียบร้อย
ดังนั้นการทำอะไรบนโลกออนไลน์
ทั้งโฆษณา การแถลงข่าว ข้อความบน Website
คิดหน้า คิดหลังให้ดีๆ นะครับ ว่าชาวเน็ตจะไม่หันมาด่าคุณ
6.พฤติกรรมของผู้บริโภค เปลี่ยนไวยิ่งกว่าสปีดอินเตอร์เน็ต
นักโฆษณา นักการตลาด คิดงานกัน
ก็หวังเป็น Talk Of the town กันทั้งนั้น
ไม่มีหรอกคิดว่า ออกมาแค่ผ่านๆ ไป
มันต้องใช่ มันต้องดัง มันต้องเป็นกระแส
อะไรที่เป็นข่าวดังๆ บนโลกออนไลน์
เดี๋ยวนี้เล่นกันได้ไม่เกิน 2 วันก็หมด
วันนี้ชอบไอ้นี่ พรุ่งนี้หันมาด่าซะงั้น
ก็มีให้เห็นเยอะแยะ เป็นไปได้!
พฤติกรรมลูกค้าเดียวนี้เปลี่ยนบ่อยมาก
เอาใจอยาก ใจร้อน รู้เยอะ
ทำอะไรก็เอาใจ เขามากๆ ไม่ใช่เอาแต่ใจเรา
มันหมดยุคไปตั้งแต่มีโลกโซเชียลแล้วครับ
7.เป้าหมายปลายทางมันไม่ได้เปลี่ยนไป
พอก้าวเข้ามาโลกออนไลน์
ตัวเลขอะไรไม่รู้เพียบไปหมด like,Share,View,Follow,CTR,Visit
แต่ละตัวหน่วยไม่ค่อยเหมือนกันเสียด้วยซิ
แต่อย่าไปตกใจตัวเลขพวกนี้
สิ่งที่ต่างกันระหว่าง Online และ Offline
มันก็ต่างกันแค่ เครื่องมือสื่อสารเท่านั้น
เหมือนตอนมีแต่วิทยุ แล้วทีวี เข้ามา
แต่จุดหมายปลายทางมันไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ
นักการตลาด ก็ยังต้องการทำการสื่อสารเพื่อขาย
ตรงนี้ไม่เปลี่ยนแน่นอน
ดังนั้นอย่าให้ตัวเลขพวกนี้มาหลอกเรา
Click เยอะ Like เยอะ ขายไม่ได้ คือ จบ
ถึงวิธีการ เครื่องมือจะเปลี่ยนไปแค่ไหน
งานคุณก็ไม่เคยเปลี่ยนเลยนะครับ
นักการตลาดทุกคน สวัสดี
ที่มา :http://www.onlinemarketingthailand.com/content/offlinetoonline/
-------------------------------------------
รับทำการตลาดและโฆษณาออนไลน์ครบวงจร
ติดต่อ TEL&Line 0989047997
http://www.ทำโฆษณาออนไลน์.com


