หัวข้อเรื่อง: การสร้างแบรนด์ของโปรเจท
สังเกตได้ว่าเว็บไซต์มีชื่อเสียงดี Google จะเชื่อถือเว็บไซต์นั้นมากขึ้นและมักจะได้รับสิทธิพิเศษต่างๆมากมาย
อะไรๆก็สามารถสร้างแบรนด์ได้รวมทั้งชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของเว็บไซต์ ชื่อของผู้สร้างเว็บไซต์ก็สามารถสร้างแบรนด์ได้ เช่นRand Fishkin ชื่อนี้ก็คือแบรนด์หนึ่ง (เขาเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักเพิ่มประสิทธิภาพชาวต่างชาติ) และชื่อบริษัทก็ยังเป็นแบรนด์ของเว็บไซต์ของมันเอง
อันดับความน่าเชื่อถือของแบรนด์เว็บไซต์สามารถวัดได้โดยใช้เสิร์ชเอนจินในรากฐานของสัญญาณต่อไปนี้
1. การอ้างอิงไปยังแบรนด์ของเว็บไซต์ซึ่งจะปรากฎในบริการสังคมออนไลน์ต่างๆ และแบรนด์ก็ยังต้องเผชิญหน้ากับข้อความของเว็บไซต์อื่นๆ
2. แบรนด์จะถูกใช้ในข้อความลิงค์ (อย่างไรก็ตามนี่คือสาเหตุว่าทำไมการใช้แบรนด์ของเว็บไซต์และ url เป็นข้อความของลิงค์ค่อนข้างสำคัญเมื่อทำการวาง link weight)
3. ขอบเขตของการค้นหาในเสิร์ชเอนจินโดยการใช้ชื่อแบรนด์ / url ตำแหน่งที่มั่นคงของแบรนด์ การตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของอัลกอรึทึ่มและหน่วยต่างของเสิร์ชเอนจิน
ขอหยุดด้านนามธรรมของแบรนด์และไปดูถึงหน้าที่ทั่วไปของบุคคล (แบรนด์) ในการโปรโมทกันก่อน
อย่างที่รู้กันดีว่าGoogle รวบรวมสถิติทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับคุณ – พวกมันรู้ว่าคุณเสิร์ชอะไรในเสิร์ชเอนจินและคำค้นหาใดที่คุณสนใจมากที่สุด ผลลัพธ์เหล่านี้ได้จากการดำเนินการของ Adsense และมันยังเสนอโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับคุณ และมุ่งเน้นไปที่คุณมากที่สุด หากคุณเข้าสู่ระบบของบริการgoogle เสิร์ชเอจินของ (Google) จะปรับผลการค้นหาให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณ
หาก คุณมีแถบเครื่องมือ Google หรือ Chrome เสิร์ชเอนจินจะรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ทั้งหมดที่คุณเข้าไปดู คุณดูเว็บไซต์นั้นนานแค่ไหนและอื่นๆ เสิร์ชเอนจินรู้ว่าคุณมีเว็บไซต์อะไรในบริการสังคมออนไลน์ที่คุณลงทะเบียน ไว้ เช่น วิดีโอ YouTube ใดเป็นของคุณ และยังรู้บัญชี Twitter, Facebook และบัญชีอื่นๆที่คุณใช้งานอีกด้วย
ข้อมูล เหล่านี้ที่ผู้ใช้ได้มีการทำกิจกรรมทางด้านโซเชียล เสิร์ชเอนจินจะมีแนวคิดในการจัดอันดับความเชื่อถือของบุคคลนี้ หากผู้ใช้งาน Twitter มีผู้ติดตามถึง 100,000 คน บัญชี Facebook ของเขามียอดไลค์ 100,000 ไลค์ มีการโพสต์ข้อความอย่างต่อเนื่อง เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือมากและ Google+1 มีผู้ติดตาม 100,000 คน – แน่นอนว่าบุคคลที่กล่าวถึงนี้จะต้องเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในแวดวงใดแวดวง หนึ่ง
นักคิดค้นชาวอังกฤษได้ทำการคิดค้นและทดสอบ เขาได้สร้างทีมผู้ใช้งานเพื่อทำการทดลองจำนวน 10 คน แต่ละคนมีบัญชี Google และบัญชีอื่นๆในบริการสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมทั้งหมดและแมสมีเดีย ทุกๆวันผู้ทดลองเหล่านี้ต้องสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงสุดในนามของผู้เขียนเหล่านี้ พวกเขาเขียนและสื่อสารในบริการสังคมออนไลน์เหล่านั้น รวบรวมผู้ติดตาม ยอดไลค์ ฯลฯ และทุกครั้งพวกเขาต้องอ้างอิงถึงบัญชี Google ของพวกเขา และจับตามองความเป็นไปได้
หลายเดือนถัดมาหน้าเว็บที่มีเนื้อหาใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นในอินเทอร์เน็ตหลายพันหน้า ดังนั้นกลุ่มกองทัพที่ประกอบด้วยนักเขียน 10 คนที่ Google ชื่นชอบได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว เนื้อหาที่มีคุณภาพทั้งหมด ยอดทวีตและยอดไลค์ทั้งหมด ฯลฯ – สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ต่อผู้เขียนเหล่านั้น
หลัง จากนั้นผู้เขียนได้ทำการวางลิงค์ที่มีคีย์เวิร์ดแตกต่างกันลงในเว็บไซต์ของ ตนเองและสังคมออนไลน์ต่างๆ กลุ่มคีย์เวิร์ดเหล่านั้นติดอันดับ TOP ในตำแหน่งระหว่าง 1-40 ทันที ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้เขียนมีอันดับความน่าเชื่อที่ดี
จากการทดสอบ การดำเนินการพัฒนาผู้เขียนให้มีความน่าเชื่อถือ ช่วยให้ประหยัดงบประมาณ link weight ได้ถึง 70% และยังช่วยลดความเสี่ยงในการถูกกรองออกเมื่อใช้ลิงค์หรือเนื้อหาที่มีคุณภาพต่ำอีกด้วย
ต่อมาถึงคราวของอันดับความน่าเชื่อถือของผู้เข้าชมเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง เราจำเป็นต้องอ่านบทความเกี่ยวกับนักเพิ่มประสิทธิภาพที่มีชื่อเสียงอย่าง Rand Fishkin เกี่ยวกับวิธีการที่เขามีอิทธิพลข้อมูลพฤติกรรมของผู้ใช้ http://www.seomoz.org/blog/experiment-google-rankings-w-search-volume
สิ่งที่เขาพูดคือ เขาได้ถามผู้อ่านจริงๆใน Twitter เพื่อหาคำค้นหาที่มีอิทธิพลต่อผู้ใช้งานและตัดสินใจคลิกคำนั้น ผลลัพธ์ที่เขาได้น่าอัศจรรย์มาก – เขาสามารถติดอันดับที่ 2 ได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
หากคุณไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ ให้คุณดูภาพสไลด์ในข้อความแล้วคุณจะเข้าใจ ดังนั้นการที่มีผู้เข้าชมจริงๆคลิกเข้ามาด้วยความสนใจ Google จะรวบรวมระดับความน่าเชื่อถือและเลื่อนเว็บไซต์ให้ติดอันดับ TOP พร้อมคำค้นหานั้น
พูดด้านทฤษฎีไปแล้ว ตอนนี้เรามาพูดถึงด้านการปฏิบัติกันบ้าง
ในเว็บไซต์แต่ละเว็บที่ได้รับการพัฒนา การสร้างผู้เขียนจริงหรือสมมติและเชื่อมโยงแพลตฟอร์ตโซเชียลของเขาทั้งหมด เพื่อรับคะแนนความน่าเชื่อถือให้คุณกำหนดบัญชีด้านโซเชียลต่างๆ ซื่อผู้ติดตาม ซื่อretweet ของทวีตคุณ วางวิดีโอลงใน YouTube และเชื่อมโยงเพจผู้ใช้ สร้างภาพลักษณ์ให้กับผู้เขียนและมีเอกลักษณ์ฝีมือด้านการเขียน
หากคุณไม่ใช่นักเขียนเดี่ยวๆ คุณสามารถใช้วิธีนี้สำหรับการสร้างแบรนด์ของบริษัทหรือเว็บไซต์ เช่น สร้างบัญชีใน Twitter สำหรับบริษัท Mycompany และเชื่อมโยงทุกอย่างลงไป
ดังนั้นการเทคนิคการสร้างแบรนด์จะช่วยเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือขององค์ประกอบด้านโซเชียลทั้งหมดในการโปรโมท
ที่มา : http://blog.uptopromo.com/?p=764
