ผมอยากจะขอเล่าประสบการณ์การเขียนบทความ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้เครื่องมือช่วยค้นหา โดยการทำให้บทความดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อเว็บไซต์ และสามารถนำเว็บไซต์ไปสู่การจัดอันดับที่ดีได้
นี่คือ 10 เทคนิคพื้นฐานที่คุณสามารถทำได้ด้วยตนเอง
เทคนิคข้อที่ 1 เขียนเนื้อหาให้เหมาะกับกลุ่มผู้ชมของคุณ – โดยไม่ต้องคำนึงถึงเทคนิคอื่นๆในการทำ SEO
เราจะพูดถึงการเขียนสำหรับกลุ่มผู้ชม เพื่อดึงดูดผู้อ่านและให้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้อ่าน ซึ่งสามารถทำได้โดยการเขียนเรื่องที่สนใจหรือเขียนประเด็นที่คุณต้องการจะเขียนโดยไม่ต้องคำนึงถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในเครื่องมือช่วยค้นหา เพราะหากคำนึงถึงจะทำให้งานเขียนออกมาได้ไม่ดี ดังนั้นให้ตัดเรื่องการเพิ่มคีย์เวิร์ดออกไป
เทคนิคข้อที่ 2 เมื่อคุณเขียนบทความ ให้คิดว่าบทความนั้น “เพิ่งจะถูกเขียนขึ้นมา”
ถึงแม้คุณเป็นเพียงนักเขียนมือใหม่ แต่อย่ากังวลในงานเขียนมากเกินไป ให้เขียนแล้วอ่านได้ง่าย ๆ ลื่นไหล และตรงประเด็น การฝึกฝนบ่อยๆสามารถช่วยคุณเขียนได้ดียิ่งขึ้น
เทคนิคข้อที่ 3 งานเขียนที่ดีจะเกิดได้เมื่อได้รับการฝึกฝนมาซักระยะ
ผมเชื่อว่าความคิดสร้างสรรค์ล้วนมีอยู่ในตัวของทุกคน แต่เรายังไม่ได้ดึงออกมาใช้ เช่นเดียวกับงานเขียน ดังนั่นให้ลองทำงานเขียนในหัวข้อต่างกันพร้อมๆกันสัก 2-3 วันโดยไม่ต้องเร่งรีบจนเกินไป แต่ใช้เวลาในการฝึกฝนนั้นค่อย ๆ ดึงความคิดสร้างสรรค์ภายในตัวคุณออกมา
เทคนิคข้อที่ 4 การทดสอบงานเขียนของคุณกับผู้อ่าน
เมื่อคุณทำการเขียนบทความเสร็จเรียบร้อยแล้ว เทคนิคหนึ่งพี่ผมได้เรียนมาจาก Robin Nobles ก็คือ การอ่านงานเขียนของคุณแบบออกเสียงดังๆ เนื่องจากมีข้อผิดพลาดบางอย่างที่อาจจะพบเพิ่มเติม หรือไม่ได้ถูกแก้ไข ซึ่งจะช่วยให้งานเขียนของคุณได้รับการแก้ไขและเรียบเรียงได้ดีขึ้น
เมื่อบทความของคุณเขียนเสร็จแล้ว ให้เริ่มทำ SEO ( หรือการเพิ่มประสิทธิภาพ)
เทคนิคข้อที่ 5 ทำการวิจัยคีย์เวิร์ดรวมถึงหาคีย์เวิร์ดที่สำคัญๆ ที่เกี่ยวข้องกับโปรเจคของคุณและนำไปใส่ในบทความ
คุณสามารถนำบทความที่เขียนเสร็จแล้วมาทำการเขียนใหม่อีกรอบโดยคำนึงถึงการทำการเพิ่มประสิทธิภาพแบบพื้นฐาน คือการให้ความสำคัญกับ “คำที่ได้รับการวิจัยมา” โดยนำคำเหล่านั้นใส่ในแท็กชื่อเรื่อง แท็กคำอธิบาย หัวข้อและลิงค์ข้อความ แต่อย่าลืมว่า ควรเขียนบทความให้เสร็จก่อนที่จะทำการเพิ่มประสิทธิภาพขั้นพื้นฐาน และพยายามให้ความสำคัญไปที่คีย์เวิร์ดเดียวต่อหนึ่งบทความ
เคล็ดลับคือ คุณจะทราบหรือไม่ว่าหากคุณเขียนบทความที่เป็นธรรมชาติ “สามารถอ่านได้ง่าย” คุณก็จะได้รับความชื่นชอบจากผู้อ่าน และคุณไม่จำเป็นต้องใส่คีย์เวิร์ดจำนวนมากสำหรับในแต่ละแท็ก แต่ให้ใส่คีย์เวิร์ดที่เข้ากันได้เท่านั้น และคุณต้องคำนึงถึงธีมของเครื่องมือช่วยค้นหา เช่น Google ซึ่งโดยปกติจะทำการวัดผลโดย Artificial Intelligence (AI) โดยประเมินจากภาพรวมของข้อมูลต่างๆ หากบทความที่คุณเขียนออกมาได้ดีมากเท่าใด คุณภาพและการประเมินผลที่ดีก็จะตามมา
เทคนิคข้อที่ 6 ให้ทำการปรับแต่งบทความใหม่โดยใช้คำที่มีความหมายใกล้เคียงกับคีย์เวิร์ดที่ใช้ในบทความ
หากคุณต้องการเน้นเพียงคีย์เวิร์ดเพียงคีย์เวิร์ดเดียว คุณไม่ควรใช้คำเดิมซ้ำกันบ่อยหลายครั้ง เพราะจะทำให้เกิดความจำเจในการอ่านและภาษาเขียนไม่สละสลวยหรือดูไม่เป็นธรรมชาติ
เทคนิคข้อที่ 7 ให้พัฒนาบทความและเนื้อหาตามที่ “ลูกค้าสนใจ”
ถึงแม้ว่าการเขียนบทความจะมีหลายรูปแบบ แต่เราก็สามารถปรับปรุงด้านการเขียนให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านบทความได้ โดยจำเป็นที่จะต้องใส่ข้อมูลทางสถิติหรือข้อมูลอ้างอิงเก่า แต่อย่าลืมว่าในขณะที่เขียนให้คำนึงถึงผู้อ่านด้วยเพราะจะทำให้งานเขียนออกมา “ตรงความสนใจ” ของผู้อ่าน
เทคนิคข้อที่ 8 อย่าลืมใส่ข้อมูลทางด้าน Bio
การใส่คีย์เวิร์ดลงในลิงค์ข้อความเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นคำที่ยาวมาก เนื่องจากสามารถทำเป็นลิงค์กลับมายังเว็บไซต์ของคุณได้ และให้แน่ใจว่าข้อมูล Bio สามารถเข้าใจได้ง่ายโดยควรมีความยาวระหว่าง 300-400 ตัวอักษร โดยนักเขียนบางคนมักทำข้อมูลทางด้านนี้ให้สั้นและกระชับที่สุด
เทคนิคข้อที่ 9 ให้พิจารณาการนำบทความของคุณเผยแพร่ใน e-zines หรือต่อสาธารณะ
คุณสามารถส่งบทความของคุณได้ด้วยตัวคุณเอง โดยศึกษาจากคู่มือการเผยแพร่บทความ การทำเช่นนี้จะช่วยเพิ่มช่องทางในการเผยแพร่และขยายเครือข่ายออกไปเพื่อดึงดูให้ผู้รับข่าวสารทางด้านนี้สามารถเข้ามาอ่านและเป็นผู้ติดตามบทความของคุณได้
เทคนิคข้อที่ 10 เมื่อบทความของคุณได้เผยแพร่ออกไป
มีปัจจัยทางด้านการเผยแพร่อาจต่างกัน คุณอาจจะต้องใช้โปรแกรมช่วยวิเคราะห์ทราฟฟิค หรือหากต้องการมีทราฟฟิคที่เพิ่มขึ้นให้ทำการเผยแพร่ใน e-zines โดยส่งไปทางอีเมล์ และคุณจะได้รับผู้ชมที่ไม่คาดฝันหลายร้อยถึงหลายพันคนเข้ามาติดตามบทความของคุณ
ที่มา : http://blog.uptopromo.com/?p=860

